Blog

สร้างธุรกิจให้สำเร็จด้วย”#ศาสตร์แห่งพระราชา” (ตอนที่3)

สร้างธุรกิจให้สำเร็จด้วย”#ศาสตร์แห่งพระราชา” (ตอนที่3)

.

THE KING’S PHILOSOPHY (For Business Model Mix)

.

จากบทความตอนที่แล้วผมได้อธิบายภาพรวมของทั้ง 3กรอบแห่งศาสตร์พระราชาไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็มาลงรายละเอียดในโมเดลกัน

.

เริ่มที่กรอบแรก การประมาณตน (Research) ซึ่งผมขอเริ่มด้วยทฤษฎีคำสอนของพระพุทธเจ้า

.

อย่างที่ผมเกริ่นไปในบทความก่อนว่า คุณต้องรู้คน รู้ตน และรู้งาน นั่นคือการหากลุ่มลูกค้าของคุณแล้วมาออกแบบพัฒนาตนให้ตรงใจลูกค้า ซึ่งสิ่งนี้เป็นกลยุทธ์ที่อยู่ใน “กลยุทธ์จักรธรรม 4 ประการ”

.

ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงสอนหลักการนี้ มาก่อนนักวิชาการทางการตลาดถึง 2500 ปี ซึ่งจากหลักกลยุทธ์จักรธรรม4 รวมถึงหลักคำสอนอื่นๆของพระองค์ หากนำมาประยุกต์ใช้โดยเพียงแค่บิดการนำเสนอนิดเดียว ก็เข้ากับหลักการตลาดในยุคปัจจุบันทุกประการ ทำให้พูดได้เต็มปากว่า พระพุทธเจ้า คือ “ศาสตราจารย์ผู้คิดค้นสูตรด้านการตลาดคนแรกของโลก” ก็ว่าได้

.

#กลยุทธ์จักรธรรม4ประการ (#STPP) หรือธรรมที่นำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองซึ่งมีอยู่ 4ประการ ได้แก่

.

(๑.) ปฏิรูปเทสวาสะ (Segmentation) S

(๒.) สัปปุริสูปัสสยะ (Targeting) T

(๓.) อัตตสัมมาปณิธิ (Positioning) P

(๔.) ปุพเพกตปุญญตา (Point) P

.

โดยเริ่มจาก S ได้แก่

.

(๑.) #ปฏิรูปเทสวาสะ (#Segmentation)

.

คำแปลทางธรรม คือการค้นหาท้องถิ่นและกิจกรรม ที่เหมาะสม หรือ ภาษาการตลาดเรียกว่า การแบ่ง Segmentation เพื่อประมวลค้นหาส่วนแบ่งที่เหมาะสมเพื่อกระโดดลงแข่งขัน

.

ซึ่ง 4 สาเหตุที่ต้องแบ่งSegmentation คือ

.

1 เพราะธุรกิจไม่สามารถดึงดูดผู้ซื้อทุกคนในตลาด

.

2 เพราะธุรกิจไม่สามารถเข้าถึงผู้ซื้อทุกคนด้วยวิธีการแบบเดียวกัน

.

3 เพราะผู้ซื้อมีจำนวนมาก อยู่กระจัดกระจายตามที่ต่าง ๆ และมีความต้องการที่แตกต่างกัน

.

4 เพราะธุรกิจควรมุ่งเน้นตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อในตลาดที่มีศักยภาพและธุรกิจสามารถทำกำไรได้ดี

.

เพราะฉะนั้น กลยุทธ์จักรธรรม 4 ประการ (STPP) จึงมีความสำคัญมาก ที่ทุกๆธุรกิจต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ในส่วนนี้ โดยจุดเริ่มอยู่ที่ Segmentation

.

เพราะถ้าคุณเลือกSegmentation กลุ่มผิด จะส่งผลกระทบไปสู่ การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) การกำหนดจุดยืน (Positioning) และการสร้างจุดสำเร็จ (Point)

.

ซึ่งก่อนเลือกต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ทั้ง5 คือ

.

Substantial -ขนาดตลาดใหญ่พอ

Growth – มีอัตราการเจริญเติบโต

Accessible – เข้าถึงได้ง่าย

Differentiation -แบ่งแล้วมีความแตกต่าง

Competitor – สามารถแข่งขันได้

.

ซึ่งการแบ่ง Segmentation จะต้องมีขั้นตอนเป็น 8 ขั้น เรียกว่า

.

8 Major Steps in Segmentation Process

.

Step 1 : วิเคราะห์ แบ่งกลุ่มลูกค้า B-2-C / B-2-B

.

Step 2 : ในกลุ่ม B-2-C เลือกเกณฑ์ที่จะแบ่งจาก 4 แบบ

.

Step 3 : แบ่ง Macro Competitor Segmentation(B-2-C)

.

Step 4 : เจาะลึกหา Customer Insight(B-2-C)

.

Step 5 : แบ่ง Micro Competitor Segmentation(B-2-C)

.

Step 6 : หาช่องทาง B-2-B เพื่อวิเคราะห์ถึงโอกาส

.

Step 7 : หา B-2-B Competitor Segmentation(B-2-C)

.

Step 8 : ถ่ายทอดสรุปการแบ่งเกณฑ์ไปยังTargeting

.

ซึ่งจุดเริ่มคือ

.

#STEP1 : วิเคราะห์ แบ่งกลุ่มลูกค้า B-2-C / B-2-B

.

B-2-C (Consumer Markets)

คือการทำธุรกิจกับ End-user ซึ่งได้แก่ Consumer / Customer หรือ ลูกค้า ผู้ซื้อ / ผู้ใช้ / ผู้บริโภค

.

B-2-B (Business Markets)

คือการทำธุรกิจกับธุรกิจ ซึ่งได้แก่ Business / Industry / Institution / Industrial / Government Markets หรือ ธุรกิจ อุตสาหกรรม ผู้ค้า สถาบัน ภาครัฐ ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง นําไปขายต่อ ผลิตต่อ

.

จะเห็นได้ว่าหลายคนมักมองข้าม ธุรกิจ B2B ทั้งที่ B2B หากซื้อแต่ละครั้งจะเป็นล็อตใหญ่ๆ และมีการซื้อขายกันต่อเนื่องระยะยาว ฉะนั้นผมอยากให้คุณลองมองย้อนดูสินค้าคุณและวิเคราะห์ดูว่าสามารถขายB2B ด้วยได้หรือไม่ เพราะถ้ามีลู่ทางก็จะเป็นโอกาสช่องทางที่เพิ่มขึ้นสำหรับคุณอย่างทวีคูณ

.

ลักษณะของ B-2-B จะแตกต่างจาก B-2-C คือ

.

• B-2-B ผู้ซื้อรายใหญ่และแต่จำนวนน้อย

• B-2-B ซื้อปริมาณมาก ในราคาที่ต้องประกวด

• B-2-B ความสัมพันธ์กับลูกค้าแบบ Supplier

• B-2-B ระบบการจัดซื้อแบบมืออาชีพ

• B-2-B มีอิทธิพลการตัดสินใจซื้อมากมายหลายคน

• B-2-B ความต้องการที่ผันผวน หลายปัจจัย

.

ซึ่งผมจะยกตัวอย่างคือ สมมุติผมคิดจะทำธุรกิจจักรยานสำหรับครอบครัว ซึ่งจากการวิเคราะห์เบื้องต้น สามารถขายได้ทั้ง B2C ขายให้ลูกค้าโดยตรง และสามารถขายให้ B2B ธุรกิจได้อีกด้วย ซึ่ง B2B จะวิเคราะห์เจาะลึกใน Step6

.

ฉะนั้นนี่คือการวิเคราะห์ Step 1 ต่อไปก็เข้าสู่ Step 2 ด้วยการแบ่ง Segmentation ในรูปแบบ B2C

.

#STEP2 : ในกลุ่ม B-2-C เลือกเกณฑ์ที่จะแบ่ง4แบบ

.

Segmentation B2C สามารถแบ่งออกได้4กลุ่มหลักคือ

.

1.) Demographic Segmentation หรือ การแบ่งส่วนตลาดด้วยหลักประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ รายได้ อาชีพ สถานะ (โสด-แต่งงาน) ครอบครัว (มีลูก กี่คน-ไม่มีลูก) เป็นต้น

2.) Psychographic Segmentation หรือ การแบ่งส่วนตลาดด้วยหลักจิตวิทยา เช่น ความชื่นชอบ ค่านิยม แนวทางการดำรงชีวิต (Lifestyles) บุคลิกภาพ ชนชั้นทางสังคม (Social Class) เป็นต้น

3.) Geographic Segmentation หรือ การแบ่งส่วนตลาดด้วยหลักภูมิศาสตร์ เช่น ที่ตั้ง (ประเทศ, จังหวัด, เขต) ขนาดของพื้นที่ (เมืองใหญ่-เล็ก) ลักษณะทีอยู่อาศัย (เมือง-ชนบท) เป็นต้น

4.) Behavioral Segmentation หรือ การแบ่งส่วนการตลาดด้วยหลักพฤติกรรมศาสตร์ เช่น อัตรการใช้ (ใช้มาก -ปานกลาง-น้อย) สถานะของผู้ใช้ (ไม่เคยใช้-ใช้ครั้งแรก-ใช้บ่อย) ผลประโยชน์ที่มองหา (เน้นประหยัด-เน้นคุณภาพ-เน้นความพึงพอใจ)โอกาสในการใช้/ซื้อ (ปกติ – พิเศษ) ช่วงเวลาที่ซื้อ ขนาดในการซื้อ เป็นต้น

.

และนี่คือ 4กลุ่มหลักที่ต้องแบ่งรอไว้ ซึ่งการเลือกแบบเจาะลึกจะเป็นขั้น Targeting

.

#STEP3 : แบ่ง Macro Competitor Segmentation (B-2-C)

.

คุณต้องสร้าง Macro Competitor Segmentation หรือ การแบ่งกลุ่มตามคู่แข่งขันภาพรวมแบบกว้างทั้งหมดขึ้นมาก่อน จากตัวอย่างธุรกิจจักรยาน หากคุณคิดจะขายจักรยานครอบครัว คุณต้องแบ่งเลยว่าตลาดจักรยานครอบครัวทั้งหมด มีกี่เจ้า ใครครองเจ้าตลาด ใครเป็นตัวรอง อันดับ1-2-3 และ อื่นๆ ซึ่งแน่นอนถ้าคุณออกแบบจักรยานให้เหมือนเจ้าใหญ่อย่าง LA หรือ Turbo bicycle นั้นคือคุณต้องลงแข่งขันในทะเลเลือด (Red Ocean) คุณจะไม่มีทางชนะและแข่งขันได้เลย หรือถ้ายังดันทุรัง คุณจะต้องสู้ด้วยงบการตลาดจำนวนมหาศาลจึงจะเเข่งขันได้

.

ฉะนั้น เมื่อคุณประมาณตนแล้วว่าศักยภาพไม่เพียงพอ คุณต้องหนีกลุ่มนี้ไปซะ และต้องสร้างความต่างที่โดดเด่นเท่านั้น โดยหาตลาดเฉพาะขึ้นมา (Niche Market) โดยการกำหนดNiche Market คุณต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้าให้ได้ ว่าความต้องการที่แท้จริงลูกค้าต้องการอะไร

.

ซึ่งก่อนอื่นที่คุณจะแบ่งกลุ่มระดับ Micro Segmentation นั้นคือต้องซอยย่อยไปถึง Customer Insight หรือความต้องการเชิงลึกที่แท้จริงของผู้บริโภคให้ได้ก่อน

.

#STEP4 : เจาะลึกหา Customer Insight (B-2-C)

.

สิ่งนี้เรียกว่า กลยุทธ์การเข้าถึง Customer Insight ซึ่งต้องใช้หลัก 3S ได้แก่ See – Search – Synthesis

.

– See คือ การสังเกตลูกค้า เพื่อหาพฤติกรรม เช่นเฝ้าสังเกตุ และคอยติดตามพฤติกรรมการเลือกซื้อ ความต้องการ หรือแม้แต่ลองเป็นลูกค้าเสียเอง เป็นต้น

.

– Search คือ การค้นหาเทรนด์ความต้องการของโลก หรืออ่านความคิดเห็นในออนไลน์ เช่นสื่อโซเชียล Facebook IG Twitter หรือ แม้แต่ในพันทิพ หรือตามกระทู้ต่างๆ นอกจากนั้นหมายถึงการสัมภาษณ์ การทำแบบสอบถาม เพื่อทำวิจัยหาความต้องการ

.

– Synthesis คือ การสังเคราะห์ ด้วยการรวบรวมข้อมูลต่างๆทั้งหมด ทั้งจาก See และ Search มาประกอบการตัดสินใจเพื่อให้เห็นภาพตัวตนของลูกค้าได้อย่างชัดเจนที่สุด

.

และเมื่อคุณสามารถหา Insight จนเจอแล้วว่าจะออกผลิตภัณฑ์อะไรที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องอะไรเรียบร้อยแล้ว ก็ให้มาซอย Insight นั้น ใน Segment โดยให้ตั้ง Micro Competitor Segmentation หรือ การแบ่งกลุ่มตามคู่แข่งขันกลุ่มเฉพาะ

.

เช่น จากตัวอย่างธุรกิจจักรยานครอบครัว ตอนนี้คุณได้เข้าใจ ใน Insight ของกลุ่มลูกค้า Niche Market ของคุณแล้วว่าเค้าต้องการอะไร เช่น จากตัวอย่างการSynthesis ซึ่งปรากฏพบว่าคุณแม่ลูกอ่อน ที่อยากออกกำลังกายลดหุ่นหลังคลอด อยากมีจักรยานที่สามารถเชื่อมรถเข็นพาลูกน้อยปั่นเล่นตามสวนสาธารณะ นอกจากตัวเองได้ออกกำลังกายแล้วยังช่วยให้ลูกมีสุขภาพจิตที่ดี และยังดูแลลูกแม้ตอนออกกำลังกายได้อีกด้วย ซึ่งต้องการให้พับเก็บใส่รถเก๋งเคลื่อนย้ายได้อย่างสะดวก และนี่คือสิ่งที่คุณได้จากการหาInsight ของกลุ่มลูกค้า

.

แต่นอกจากการหา Insight เจอในส่วนคุณพ่อและคุณแม่ลูกอ่อน ยังพบ Insight ความต้องการของผู้เลี้ยงสัตว์ แถมพ่วงมาอีกด้วย คือกลุ่มที่อยากพาสุนัข และแมวออกไปเดินเล่น แต่ติดตรงสวนสาธารณะไม่อนุญาตินำสัตว์ลากจูง จึงจำเป็นต้องใช้รถเข็น และแมวไม่สามารถลากจูงได้ต้องใส่ตระกร้าหรือรถเข็นเท่านั้นเช่นกัน ทำให้การหาInsight ครั้งนี้ยิงนัดเดียวได้นกถึง2ตัว นั้นคือจักรยานและรถเข็นที่สามารถใช้ได้ทั้งเด็กอ่อนและสัตว์เลี้ยงนั่นเอง นี่จึงเป็นคุณประโยชน์อันมหาศาลของการหา Customer Insight ที่จะสามารถเจาะลึกถึงความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงได้เลย

.

และเมื่อได้Customer Insight แล้ว โจทย์ที่คุณต้องทำคือ ทำCustomer Insight ให้ก่อเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการ นั่นคือ ออกแบบจักรยานที่มีรถเข็นเด็กทารกหรือสัตว์เลี้ยง เชื่อมต่อได้ทางด้านหน้า และนี่ละคือผลิตภัณฑ์ของคุณ

.

จากนั้นเมื่อได้Customer Insight แล้วก็เข้าสู่ Step 5

.

#STEP5 : แบ่ง Micro Competitor Segmentation (B-2-C)

.

จากตัวอย่างธุรกิจจักรยาน เริ่มคือให้คุณลองดูว่าตลาดจักรยานกับเด็กทารกและสัตว์เลี้ยงมีแบรนด์คู่แข่งหรือไม่ มีส่วนแบ่งเท่าไหร่ มีโอกาสการเจริญเติบโตมากน้อยแค่ไหน โดยเริ่มหาจากโอกาสโดยใช้การคำนวนของสมการแห่งผลตอบแทน

.

Money(เงิน) = People(คน) x Value(คุณค่า)

.

เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์ดูว่าจะมีโอกาส (Opportunity) มากน้อยแค่ไหน กับเป้าหมายคือMoney(เงิน) ที่คุณได้ตั้งเป้าเอาไว้ โดยมีกลุ่มคนที่ต้องการPeople มากพอไหม และจะตั้งValue ให้เหมาะกับลูกค้ากลุ่มไหน

.

ซึ่งบทสรุปของ B2C ต้องมาวิเคราะห์กันอีกครั้งว่าสามารถผ่านหลักเกณฑ์ทั้ง5หรือไม่

.

จากตัวอย่าง การวิเคราะห์จักรยานรถเข็นเด็กทารกและสัตว์เลี้ยง

.

1 Substantial -ขนาดตลาดใหญ่พอ ?

.

จากการวิเคราะห์ในตัวอย่างธุรกิจจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยง พบว่า ตลาดใหญ่มากเพราะจากการสำรวจพบว่าในไทยเด็กเกิดขึ้นปีละถึง8แสนคน ทำให้โอกาสในการขายมีมากพอ เช่นเดียวกับกลุ่มสัตว์เลี้ยงปี 60 มีมูลค่าการซื้อขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงสูงมากถึง 1.4 หมื่นล้านบาท และจากสถิติการสำรวจพบว่า มีผู้เลี้ยงสุนัขถึง6ล้านตัว ขณะที่มีผู้เลี้ยงแมวอีก3ล้านตัว จึงมั่นใจได้ว่าตลาดใหญ่มากพอ (ถ้าคุณวิเคราะห์ธุรกิจคุณแล้วพบว่า ความต้องการของตลาดยังไม่มากพอที่จะตอบโจทย์เป้าหมายคุณได้ อย่าดันทุรังให้หาลู่ทางใหม่)

.

2 Growth – มีอัตราการเจริญเติบโต ?

.

จากตัวอย่างธุรกิจจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยง โอกาสเจริญเติบโตมีอย่างต่อเนื่อง เพราะเด็กเกิดใหม่2000กว่าคนในทุกๆวัน โอกาสการขายจึงมีในทุกๆวัน และสำหรับตลาดสัตว์เลี้ยง ในทุกๆวันมีผู้เลี้ยงหน้าใหม่เกิดขึ้นทุกๆวัน ทำให้เห็นได้ว่าธุรกิจไม่มีตันเพราะ เกิดลูกค้าหน้าใหม่ขึ้นในทุกๆวัน ซึ่งนั่นหมายถึงมีโอกาสขายเพิ่มขึ้นตลอดเวลา (ทุกธุรกิจต้องคำนึงเสมอว่า มีอัตราความเจริญเติบโตของลูกค้าอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หากเป็นธุรกิจที่วิเคราะห์แล้วว่ามีลูกค้าจำกัดตายตัวไม่ขยับขยาย จะเป็นธุรกิจที่อายุสั้นมาก ฉะนั้นจุดนี้ต้องคำนึงและพึงระวังไว้เสมอ)

.

3 Accessible – การตลาดเข้าถึงได้ง่าย ?

.

จากตัวอย่างธุรกิจจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยง มั่นใจสามารถครองเบอร์1ในวงการจนเป็นยักษ์ใหญ่ได้แน่นอน กวาดเรียบทั้ง ตลาดออนไลน์และออฟไลน์ในกลุ่มแม่และเด็ก และสัตว์เลี้ยงได้แน่ เพราะยังไร้ซึ่งคู่แข่ง

.

Online Strategy & Channel

.

ซึ่งออนไลน์ สามารถทำได้ทั้ง2ทางได้แก่

.

– การตลาดเชิงรุก(Push Marketing)

นั่นคือ โฆษณาผ่านสื่อโซเชี่ยล เช่น Facebook Ads Instagram Ads

.

– การตลาดเชิงรับ(Pull Marketing)

นั่นคือ SEO และ Google Adwords

.

ซึ่งการทำSEO ดันเว็บให้ติดหน้า1 Google ติดแน่นอน เพราะแทบไม่มีคู่แข่งในหน้าค้นหา และจากการเช็ค Google Keyword Tool พบว่ามีการ ค้นหา จักรยานเด็กทารก หรือจักรยานสัตว์เลี้ยงถึง 2000 ครั้งต่อเดือน

.

นั่นหมายถึงความต้องการของคนมี แต่ไม่มีใครสนองความต้องการนี้ให้ผู้ที่ต้องการได้เลย โดยพบว่ามีการตั้งกระทู้ในพันทิปและบล็อกต่างๆเพื่อถามหาจักรยานรถเข็นเด็กเพื่อหาซื้อในเมืองไทย แต่กลับมีขายเฉพาะในต่างประเทศเท่านั้น และในต่างประเทศจากการทำวิจัยพบว่ามียอดขายมหาศาลและกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

.

จากการทำการวิจัยโอกาสการทำตลาด ทำให้เห็นโอกาสในการขายที่มีโอกาสสำเร็จได้สูง ซึ่งหากทำการตลาดจากGoogleด้วยการตลาดเชิงรับ SEO ติดหน้า1แน่นอนโดยไม่ต้องลงทุนงบค่า Google Adwords สักบาทเดียว นี่จึงเป็นอีกช่องทางที่สดใส เพราะมีคนเซิร์ท2000ครั้ง ต่อเดือน ทำให้เห็นได้ว่านี่คือช่องทางทำเงิน!!

.

และกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกอย่าง Facebook Ads และ IG ที่สามารถเลือกเซ็ทตั้งค่าโฆษณาได้เลยว่าให้คุณแม่ลูกอ่อน หรือผู้มีสัตว์เลี้ยงสุนัขแมว เห็นได้เท่านั้น ซึ่งหากมีการทำคอนเท้นท์ดีๆกระตุ้นความอยากได้อยากมี โอกาสซื้อมีแน่นอน สรุปจากการทำ Online Research จึงมีโอกาสในการขายสูงมาก

.

Offline Strategy & Channel

.

ในส่วนของการตลาดออฟไลน์ สามารถฝากขายหรือเครดิตในห้าง

Modern Trade เช่น The Mall และห้างหรูในเครือThe Mall เช่น Emporium ,Siam Paragon ,The EmQuartier ,Bluport นอกจากนั้นยังมี Central ,และ Robinson ซึ่งกลุ่มห้างเหล่านี้มีจะเลือกเฉพาะ สาขากำลังซื้อที่มากพอและตรงPositioningของแบรนด์ ซึ่งจากการวิเคราะห์ส่วนแบ่ง GPประมาณ 40%-60% ไม่มีปัญหา ซึ่งหากรวมค่าอื่นๆด้วย เช่น Vat อีก 7% ค่าเปิดหน้าบัญชี ค่าแอดสินค้าเข้าระบบ ค่าบริหารสินค้าคงคลัง(DC Fee) ยังมีกำไรเหลือมากพอที่ทำให้ธุรกิจเติบโตและทำกำไรได้ ที่สำคัญคือยังไร้ซึ่งคู่แข่งสามารถเล่นราคาได้สบาย

.

ซึ่งนอกจากขายในห้างแล้ว ยังสามารถขายส่งและฝากขายตามร้านจักรยาน ร้านอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง ร้านแม่และเด็กแล้ว ยังสามารถสร้างกิจกรรมส่งเสริมการขาย ในการออกบูธEvent งานแสดงสินค้า ไม่ว่าจะเป็นไบเทค เมืองทอง หรือกิจกรรมตามห้าง ได้ถึง 3 กลุ่มเป้าหมายใหญ่ ทั้งกลุ่มจักรยาน กลุ่มสัตว์เลี้ยง และกลุ่มแม่และเด็ก ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้มีจัดขึ้นทุกปีและหลายสถานที่ เป็นโอกาสในการสร้างแบรนด์และโอกาสในการขายที่ชัดเจนมาก

.

และนี่ละคือตัวอย่าง โดยยกเอาจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยงมาเป็นโมเดล

ซึ่งคุณต้องวิเคราะห์ก่อนว่าสามารถทำการตลาดได้ง่ายพอหรือไม่ ซึ่งก่อนการทำธุรกิจสิ่งนี้สำคัญมาก เพราะจะได้ไม่ต้องทุ่มทุนงบการตลาดจำนวนมหาศาลที่เหนื่อยหนักเกินไป

.

4 Differentiation -แบ่งแล้วมีความแตกต่าง ?

.

จากตัวอย่างธุรกิจจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยง มีความแตกต่างเฉพาะจากกลุ่มจักรยานครอบครัวที่แข่งขันกันอย่างเลือดเดือด อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการเน้นลูกค้ากลุ่มเฉพาะ(Niche Market) ที่แทบไม่มีใครสนใจทำกลุ่มนี้มาก่อนในประเทศไทย และความต่างนี้ ถูกการันตีความสำเร็จด้วยการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงมาแล้วในต่างประเทศ มียอดสั่งซื้อจำนวนมหาศาลและบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว (ฉะนั้นคุณต้องดูด้วยว่าความต่างนั้นนำพาสู่ความสำเร็จได้หรือไม่ เพราะต้องแตกต่างอย่างตอบโจทย์เท่านั้นจึงสำเร็จได้)

.

5 Competitor – สามารถแข่งขันได้ ?

.

จากตัวอย่างธุรกิจจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยง เนื่องจากเป็นสินค้านวัตกรรมใหม่ คู่แข่งยังน้อยมาก เรียกว่าBlue Ocean และศักยภาพของคู่แข่งทางการตลาดยังไม่น่ากลัว โดยเฉพาะตลาดสัตว์เลี้ยงยังไม่มีคู่แข่งแม้แต่เจ้าเดียว ซึ่งสามารถขายได้ทั้ง Consumer Markets (B-2-C) และ Business Markets (B-2-B) ทำให้สามารถเรียกได้ว่าไร้ซึ่งคู่แข่งก็ว่าได้ (หากวิเคราะห์ธุรกิจของคุณแล้ว พบว่าเป็นตลาดเลือดเดือดRed Ocean ให้มาวิเคราะห์ตัวเองดูว่าไหวพอที่จะแข่งขันไหม ถ้าไม่ไหวให้หาน่านน้ำใหม่ ที่เป็นBlue Ocean แทน)

.

.

สรุปจากตัวอย่างที่ผมแจกแจงให้เห็น การทำ Research มีโอกาสในการขายสูงมาก และเมื่อเห็นภาพรวมของโอกาสทั้งหมดแล้ว ก็โดดลงสู้ได้เลย เพราะจะเห็นได้ว่าจากการวิเคราะห์มาทั้งหมด ล้วนผ่านเกณฑ์ทั้ง5 เป็นที่เรียบร้อย

.

และนี่คือตัวอย่างวิธีการทำ Research ที่คุณจะเห็นได้ว่ายิ่งเจาะลึกเท่าไหร่นั้นหมายถึงการทำให้คุณได้เห็นถึงโอกาสในการลงทุนมากขึ้นเท่านั้น ว่าคุณควรจะลุยหรือถอย ซึ่งข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจที่จะสามารถสำเร็จได้

.

และนี่คือหลักการของการแบ่งปฏิรูปเทสวาสะ (Segmentation) และเมื่อได้ทำการแบ่งกลุ่ม จนเห็นถึงโอกาสใน B2C อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็ให้ไปสู่ขั้นตอนการหาSegmentation B2B ต่อไป นั่นคือ

.

#STEP6 : หาช่องทาง B-2-B เพื่อวิเคราะห์ถึงโอกาส

.

จากการวิเคราะห์ถึงโอกาสจากตัวอย่างธุรกิจจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยงปรากฏว่าสามารถ ขายช่องทาง B2B ได้อีกถึง8ช่องทาง คือ

.

1. ค้าส่งร้านจักรยาน ทั่วประเทศ

2. ค้าส่งร้านเกี่ยวกับคุณแม่และเด็ก

3. ค้าส่งร้านอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง

4. ค้าส่งตัวแทน ออนไลน์จักรยาน

5. ค้าส่งตัวแทน ออนไลน์แม่และเด็ก

6. ค้าส่งตัวแทน ออนไลน์สัตว์เลี้ยง

7. ค้าปลีกเป็นLotโรงแรม ที่มีสวนสันทนาการทั่วประเทศ

8. ค้าปลีกเป็นLotสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศที่มีกิจกรรมสันทนาการ ทั้งของภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างรายได้จากการปล่อยเช่านักท่องเที่ยว

.

และนี่คือตัวอย่างที่ผมยกมาให้เห็นโอกาสช่องทางของ B2B จะเห็นว่า เพียงคุณมองธุรกิจคุณแบบรอบด้าน 360องศา คุณจะเจอลู่ทางอย่างมากมาย ฉะนั้นอย่ายึดติดแค่ ออนไลน์ หรือ ออฟไลน์ เรื่องการวิเคราะห์ธุรกิจจึงสำคัญ และการที่จะเปิดลู่ทางได้มาจากการค้นหา Insight ซึ่งจำเป็นมากๆ

.

ผมขอยกตัวอย่างการหา Business Insight ให้ดู อย่างที่ผมบอกไปแล้วการหาInsight จะมีด้วยกัน3S คือ See – Search – Synthesis ซึ่งผมจะแนะนำเทคนิคการวิเคราะห์เบื้องต้นคือ See นั่นคือการไปดูหรือสังเกตลูกค้าโดยตรง

หรือจำลองตนเองให้เป็นลูกค้า(การมโนอย่างมีเหตุและผล) จากนั้นก็ใช้ Search ด้วยการโทรไปสอบถามความต้องการ แล้วค่อยมา Synthesis คือการสังเคราะห์ ด้วยการนำข้อมูลต่างๆมาผนวกรวมกัน

.

ผมจะยกตัวอย่างให้เข้าใจขึ้นดังนี้ จากการสำรวจ(See) พบว่าสวนสาธารณะที่เปิดให้เช่าจักรยาน ส่วนใหญ่ไม่อนุญาติให้นำสัตว์เลี้ยงเข้า ซึ่งการจะนำสัตว์เข้าได้ต้องใช้รถเข็นเท่านั้นห้ามลากจูง และแม่ลูกอ่อนก็ได้แค่เดินเข็นรถแบบน่าเบื่อ ไม่สามารถทำกิจกรรมกับลูกได้

.

ซึ่งเมื่อเห็นข้อมูลนี้แล้ว ต่อมาให้จำลองตนให้เป็นผู้บริหารสวนสาธารณะ ซึ่งนั่นหมายถึงจะเห็นว่านี่คือโอกาสของธุรกิจสวนสาธารณะ คือการเพิ่มรายได้และการเรียกลูกค้ากลุ่มสัตว์เลี้ยงและแม่ลูกอ่อนเพิ่ม ด้วยการมีจักรยานรถเข็นสัตว์เลี้ยงและเด็กมาปล่อยให้เช่าเพิ่มเติม

.

เช่นเดียวกับธุรกิจโรงแรมที่มีกิจกรรมสันทนาการ การสร้างจุดเด่นจุดขายให้คนมีแม่ลูกอ่อนสร้างกิจกรรมครอบครัวได้ ก็เป็นอีก1โอกาสในการตลาดที่เรียกลูกค้ากลุ่มนี้ให้มาพักโรงแรมเพิ่มขึ้นได้ ฉะนั้นการมีรถจักรยานเข็นเด็กจึงเป็นโอกาสในธุรกิจที่เพิ่มขึ้นมา

.

เช่นเดียวกับโรงแรมในย่านที่การแข่งขันสูง จะไปแข่งขันในตลาดเลือดทำไม ก็แค่หาจุดขายที่แตกต่าง USP (Unique Selling Point) ขึ้นมา ทำเป็นโรงแรมที่มีจุดยืนให้ชัดเจนไปเลยว่าที่นี่ คือโรงแรมที่นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาได้ โดยภายในโรงแรมจะมีกิจกรรมสำหรับสัตว์มากมาย และหนึ่งในนั้นหมายถึงกิจกรรมสันทนาการด้วยการปั่นจักรยานกับสัตว์นั่นเอง เพียงแค่นี้คุณก็ได้ใจนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้โดยลำพังได้แล้ว อย่าลืมนะคนเลี้ยงสัตว์มีมากมายหลายล้านคน การทำให้เป็นแหล่งรองรับไปเลย ก็เท่ากับตอบโจทย์กลุ่มนี้ได้ไปเต็มๆ

.

ซึ่งกลยุทธ์ Insight เหล่านี้ สามารถนำมาเป็นบทสรุปในการปิดการขายที่ดีที่สุด เพราะนั่นคือ การกระตุ้นให้ลูกค้า เกิด Gain Point(จุดที่ลูกค้าได้ประโยชน์) และ Pain Point (จุดที่ให้ลูกค้าเห็นผลกระทบ ถ้าขาดสิ่งนี้) ถ้าคุณมีข้อมูลเหล่านี้ในการนำเสนอ คุณก็จะมีโอกาสปิดการขายได้สูงทันที

.

ซึ่งจากที่ผมสรุปมา คุณจะเห็นได้ว่าธุรกิจ จริงๆแล้วสามารถดิ้นได้ พลิกแพลงได้สารพัด แต่จุดที่สำคัญ ที่จะทำให้คุณได้มองอย่างแตกฉานได้คือ คุณต้องเข้าถึงCustomer Insight ให้ได้ แล้วไอเดียเกี่ยวกับการทำธุรกิจ พร้อมกับกลยุทธ์สารพัดมันจะพลั่งพลูเข้ามาเอง

.

#STEP7 : หา Competitor Segmentation(B-2-B)

.

จากการสำรวจจากตัวอย่างธุรกิจจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยง พบว่ายังไม่พบคู่แข่ง B2B แม้แต่รายเดียว ฉะนั้นนี่จึงเป็นโอกาสในการเป็นเจ้าตลาดแต่เพียงผู้เดียว

.

ที่สำคัญตลาด B2B มีขั้นตอนยุ่งยากกว่า B2C คุณต้องเข้าใจหลักเกณฑ์ ขั้นตอนการนำเสนอศึกษาให้ดีซึ่งต้องเข้าใจหลักการเกณฑ์เหล่านี้

.

ผู้ที่เกี่ยวข้อง/ตัดสินใจ/ทําหน้าที่ซื้อ ของลูกค้ากลุ่มสถาบัน Buying Center

ผู้เริ่มต้น, เปิดประเด็น, จุดประกาย Initiators ผู้ใช้สินค้า Users ผู้มีอิทธิพลโน้มน้าวผู้ซื้อได้ Influencers ผู้ตัดสินใจ Deciders ผู้อนุมัติ Approvers ผู้ทําหน้าที่ในกระบวนการซื้อ/จัดซื้อ Buyers หน้าห้อง, เลขา, ผู้กีดกัน Gatekeeper เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดผมขอลงเป็นบทความในบทถัดๆไป

.

#Step8 : ถ่ายทอดสรุปการแบ่งเกณฑ์ไปยังTargeting

.

และเมื่อได้บทสรุปของปฏิรูปเทสวาสะ (Segmentation) ครบทุกขั้นตอนแล้ว ต่อมาให้นำบทสรุปนี้ไปยัง สัปปุริสูปัสสยะ (Targeting) เพื่อเลือกลูกค้าเป้าหมายที่คุณคิดว่าใช่ที่สุดสำหรับธุรกิจของคณกันได้เลย

.

.

(๒.) #สัปปุริสูปัสสยะ (#Targeting)

.

คำแปลทางธรรม คือการเลือกผูกมิตรกับคนดี ซึ่งจะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดี หรือภาษาการตลาดเรียกว่าการ Targeting คือการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการที่คาดว่าจะซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อผูกมิตร ซึ่งสินค้า1ชิ้นสามารถตอบสนองได้กลุ่มหลักที่โฟกัสเฉพาะหรือหลายกลุ่มก็ได้ ขึ้นอยู่กับ Product Strategy ของคุณ ซึ่งผมจะยกตัวอย่างต่อเนื่องให้ดู เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น จากจักรยานคุณแม่ลูกอ่อน และสัตว์เลี้ยง

.

เมื่อคุณแบ่งปฏิรูปเทสวาสะ (Segmentation) เรียบร้อยแล้ว ต่อมาให้มาเลือกสัปปุริสูปัสสยะ (Targeting) หรือเลือกกลุ่มที่ต้องการตอบสนองความต้องการ โดยหลักการเลือกต้องเลือกออกมาเป็นโมเดลของคนที่ถูกสมมุติเป็นลูกค้าขึ้นจริงๆ โดยต้องเข้าใจถึง Insight ให้ได้ สำคัญการเลือก Targeting ตรงจุดนี้สามารถนำไปเป็นกลยุทธ์การเลือก กลุ่มเป้าหมายในการยิง facebook ads ได้เลยทันที

.

จากตัวอย่างเดิม กลุ่มของจักรยานคุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อน และสัตว์เลี้ยง ราคาประมาณ10000-15000 ซึ่งหลักในการเลือกคือ 2 Who ดังนี้

.

– ใครคือลูกค้าที่ใช้สินค้าของคุณ? (Who)

คำตอบ เด็กทารก / สุนัขพันธ์เล็ก แมว กระต่าย

.

– ใครมีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อ? (Who)

คำตอบ พ่อ แม่ เด็ก / เจ้าของสัตว์เลี้ยง

.

และเมื่อคุณได้ข้อมูลนี้แล้ว จะเห็นว่าคุณจะต้องแบ่งกลุ่มเป้าหมายเป็น 2กลุ่มใหญ่ นั่นคือ กลุ่มเด็กทารก และกลุ่มสัตว์เลี้ยง จากนั้นก็สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้เลย ขอยึดจากตัวอย่างเดิมจักรยานรถเข็น

.

1.) Demographic (ประชากรศาสตร์)

.

กลุ่มเด็กทารก คือ เพศหญิงและชาย การศึกษาปริญาตรีขึ้นไป พึ่งแต่งงาน อายุ 23-40ปี กำลัังตั้งครรภ์ หรือมีลูกอายุไม่เกิน 2ขวบ หรือกำลังวางแผนการมีลูก รายได้ 20000บาท/เดือน ขึ้นไป

.

กลุ่มสัตว์เลี้ยง คือ เพศหญิงและชาย การศึกษาปริญาตรีขึ้นไป

.

2) Psychographic (จิตวิทยา) คือ ชอบช็อปปิ้ง รักการดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายเป็นประจำ เดินห้าง ชอบท่องเที่ยว ติดตามเพจออกกำลังกาย และเพจเกี่ยวกับแม่และเด็ก

.

กลุ่มสัตว์เลี้ยง คือ ชอบช็อปปิ้ง รักการดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายเป็นประจำ ชอบท่องเที่ยว ติดตามเพจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง

.

3.) Geographic (ภูมิศาสตร์) คือ ทั้งประเทศ เขตในเมือง (เหมือนกันทั้ง2กลุ่ม)

.

4.) Behavioral (พฤติกรรม) ใช้ระบบ IOS และ Android devices ใช้ไอโฟน Mac เคยท่องเที่ยวในประเทศ หรือต่างประเทศ เคยซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ มีการเช็คอินตามสวนสาธารณะ และสถานที่ออกกำลังกาย ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต (เหมือนกันทั้ง2กลุ่ม)

.

และนี่คือว่าที่ลูกค้าของคุณที่คุณได้ออกแบบมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมอยากจะบอกว่าข้อมูลนี้มีประโยชน์มาก นอกจากจะได้เป็นฐานในการคิดกลยุทธ์ Positioning แล้ว สำคัญคือยังได้เป็นฐานในการทำการตลาดออนไลน์ ด้วยการใช้เป็นข้อมูลในการยิง Facebook Ads ได้ตรงกลุ่ม อย่างแม่นยำราวจับวางเลยก็ว่าได้ และเมื่อคุณยิงโฆษณาแม่น นั่นหมายถึงโอกาสในการขายของคุณก็จะสูงมากตามมา

.

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า คุณได้วิเคราะห์เลือกกลุ่มเป้าหมายตั้งต้นได้แม่นยำแค่ไหน ซึ่งการเลือกยิง Ads ที่แม่นยำที่สุดคือการทดลองยิง ในหลายๆกลุ่ม แล้วมาทำ A/B Testing ว่าสุดท้ายผลตอบรับกลุ่มไหนที่มีการตอบรับที่ดีที่สุด

.

โดยวัดจาก CPA (Cost Per Action)

คือ การโฆษณาในรูปแบบที่คิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนจริงจากผลลัพธ์ที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนการสมัครสมาชิกของผู้เข้าชม หรือจำนวนการซื้อสินค้าของกลุ่มเป้าหมาย CPA = ค่าโฆษณา / จำนวนลูกค้า

สมมุติค่าโฆษณา = 10000 บาท / ขายได้50คน

CPA สำหรับการโฆษณาเท่ากับ 10000/50 = 200 บาท นั่นคือลูกค้าซื้อ1คนต้องแลกมากับค่าโฆษณา200บาท และเมื่อได้ค่านี้มาแล้ว สมมุติสินค้าราคา 10000บาทต่อชิ้น ก็เท่ากับงบโฆษณาของคุณ 200/10000 = 0.02×100 = 2% ผลคือ คุณใช้งบการตลาด2% ของราคาสินค้า ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากๆ

(ซึ่งปัจจัยมาจากคอนเท้นท์มีผลของการเพิ่มยอดขาย และลดต้นทุน)

.

และหากคุณรู้หลักการคำนวนหา CPA แล้ว คุณก็จะรู้ทันที จากการทำ A/B Testing ว่ากลุ่มลูกค้าที่ตอบสนองคุณแท้จริงคือใคร ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในกลยุทธ์สัปปุริสูปัสสยะ (Targeting) ได้อีกด้วย

.

และเมื่อคุณได้สัปปุริสูปัสสยะ(Targeting)เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็เข้าสู่การสร้างแบรนด์ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย

.

.

(๓.) #อัตตสัมมาปณิธิ (#Positioning)

.

คำแปลทางธรรม คือตั้งตนไว้ชอบ หรือฉลาดในการวางตน ซึ่งภาษาการตลาดเรียกว่า การกำหนด Positioning หรือจุดยืนของแบรนด์เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของTarget

.

นั่นหมายถึงการวิเคราะห์ความเหมาะสมด้วยการสร้างสรรค์แบรนด์ให้ตรงใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่คุณได้เลือกโดยเฉพาะ โดยต้องมีจุดขายที่โดดเด่น หรือ USP (Unique Selling Point) และต้องสร้างกลยุทธ์ความแตกจากคู่แข่ง (Differentiating Strategy)

.

เพราะหากคุณสามารถทำให้สินค้าคุณสร้างจุดยืน, จุดขาย, จุดแตกต่าง ขึ้นมาได้ในแบบฉบับของคุณเอง ก็จะส่งผลให้ลูกค้าจดจํา ประทับใจ เลือกซื้อ เลือกใช้ บอกต่อ ภาคภูมิใจ จำไว้นะครับไม่มีใครอยากติดตามหรือเลือกซื้อสินค้ากับคนที่เป็นเงาของคนอื่น ฉะนั้นคุณต้องมีจุดยืนที่แตกต่างให้ได้เท่านั้น

.

ซึ่งกลยุทธ์การสร้างจุดยืนที่แตกต่าง(Differentiation Strategy) แบ่งออกเป็น 5 กลยุทธ์ ได้แก่

.

Product Differentiation. (สร้างความแตกต่างแก่ “ผลิตภัณฑ์”)

.

• Form ( รูปแบบ)

• Features (คุณลักษณะ, คุณประโยชน์)

• Performance Quality (คุณภาพสูงสุด)

• Conformance Quality (คุณภาพตามกฎ)

• Durability (ความคงทน)

• Reliability (ความน่าเชื่อถือ)

• Reparability (การซ่อมบํารุง)

• Style / Design: The Integrating Force (รูปแบบออกแบบ-รวม)

.

Service Differentiation.(สร้างความแตกต่างแก่ “บริการ”)

.

• Ordering Ease (ความสะดวกในการสั่งซื้อ)

• Delivery (จัดส่ง)

• Quick response system

• Installation (ติดตั้ง)

• Customer Training (ฝึกอบรม)

• Customer Consulting (ปรึกษา)

• Maintenance & Repair (ซ่อมบํารุง)

.

Personnel Differentiation.(สร้างความแตกต่างแก่ “พนักงานบุคลากร”)

.

• Competence (สมรรถนะ)

• Courtesy (สุภาพ, เอื้ออาทร)

• Creditability (เครดิต, น่าเชื่อ)

• Reliability (เชื่อมั่น, ถูกต้อง)

• Responsiveness (พร้อมช่วยเหลือตลอดเวลา)

• Communication (สื่อสารเชิงบวกได้ดี)

.

Channel Differentiation.(สร้างความแตกต่าง“ช่องทางจําหน่าย”)

.

Image Differentiation.(สร้างความแตกต่าง“ภาพลักษณ์”)

.

• Identity (รูปลักษณ์)

• Image ( ภาพลักษณ์, ภาพพจน์)

• Symbol, Logo, Color, Slogan, Special Attribute

• Physical plant (ลักษณะกายภาพของโรงงาน)

• Events and Sponsorship (สนับสนุนกิจกรรม)

• Using Multiple Image-Building Techniques (บูรณาการ)

.

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหลักเกณฑ์ในการสร้างความแตกต่าง โดยให้แบรนด์คุณมีจุดยืนเฉพาะให้ได้ ผมขอไม่ลงรายละเอียดในแต่ละจุดเพราะจะยาวมากๆ ขออธิบายเป็นภาพกว้างๆให้ก่อน

.

และเมื่อคุณมีจุดยืนของแบรนด์ที่แตกต่างแล้ว ก็ให้เข้าสู่ ขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือการหาจุดสำเร็จของธุรกิจ ที่เรียกว่า ปุพเพกตปุญญตา (Point) เพื่อตอกย้ำความพร้อมให้มั่นใจว่าธุรกิจของคุณทำกำไรได้แน่นอน

.

.

(๔.) #ปุพเพกตปุญญตา (#Point)

.

คำแปลทางธรรม พร้อมแล้วในบารมีที่ได้บำเพ็ญเพียรมาแต่กาลก่อน หรือ ภาษาการตลาดเรียกว่า การสรุปความพร้อมในการสร้างธุรกิจ ที่ต้องสำเร็จให้ได้เท่านั้น โดยการหาจุดแข็งที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด และจุดที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

.

จริงๆหลักการนี้ทฤษฏีการตลาดไม่ได้มีกำหนดไว้ แต่ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์ใช้หลักการนี้ในการตอกย้ำ เพื่อเพิ่มความพร้อมและความมั่นใจให้กับการดำเนินชีวิตและธุรกิจ ซึ่งหากผ่านด่านนี้ได้ก็เตรียมลุยไปให้สุดกำลังได้เลย ผมจึงสรุปเป็นหลักทฤษฎีขึ้นมาใหม่เรียกว่า (Point) นั้นหมายถึงการตอกย้ำหาจุดสำเร็จด้วย 4S คือ

.

จุดแข็ง (Point of Strength)

จุดขาย (Point of Sale)

จุดสำเร็จ (Point of Success)

จุดยั่งยืน (Point of Sustainable)

.

เริ่มจาก การสรุปหาจุดแข็ง (Point of Strength)

.

ซึ่งจุดแข็ง ผลมาจากปัจจัยภายใน เป็นข้อดีที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในองค์กรของคุณ เช่น จุดแข็งด้านการเงิน และข้อได้เปรียบด้านการผลิต และด้านทรัพยากรบุคคล โดยจุดแข็งเหล่านี้จะต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดได้

.

เช่นจุดแข็งด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำทำให้สามารถทำกำไรได้สูง และสามารถกำหนดราคาได้ยืดหยุ่นสำหรับการแข่งขัน หรือหากเป็นด้านทรัพยากรบุคคล หมายถึงคุณมีที่ปรึกษาทางธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญสูงคอยวางกลยุทธ์ต่างๆ หรือหากเป็นจุดแข็งด้านเงินคือ คุณมีงบการตลาดที่สามารถทุ่มในการแข่งขันและการสร้างแบรนด์ได้อย่างดี เป็นต้น

.

จุดขาย (Point of Sale)

.

หมายถึง จุดที่ทำให้ลูกค้าซื้อคุณ จุดขายคือสิ่งที่คุณต้องมองในมุมของลูกค้า ด้วย2 คำถามที่ย้อนแย้งกันต่อไปนี้

.

ทำไมลูกค้าต้องซื้อสินค้าของคุณ?

นั่นหมายถึงคุณต้องรู้ว่าจุดขายของคุณตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเรื่องอะไรได้บ้าง โดยต้องลิสต์สาเหตุที่ต้องซื้อมาให้ได้ทั้งหมด เมื่อได้แล้วก็ให้ใช้จุดขายที่สำคัญหลักๆ นำมาเป็นตัวชูโรง นำเสนอเป็นคอนเท้นท์ในการประชาสัมพันธ์ และโฆษณา

.

ทำไมลูกค้าถึงไม่ซื้อสินค้าคุณ?

นั่นคือต้องรู้ว่าสาเหตุอะไรที่ลูกค้าไม่ซื้อสินค้าของคุณ โดยต้องลิสต์สาเหตุที่ไม่ซื้อมาให้ได้ทั้งหมด และเมื่อรู้สาเหตุจะได้มาปรับแก้ไขพัฒนาเพื่อมาเปลี่ยนจุดไม่ซื้อให้เป็นจุดซื้อให้ได้

.

จุดสำเร็จ (Point of Success)

.

คือการนำเอา จุดแข็ง(Point of Strength) บวก จุดขาย (Point of Sale) เข้ามาผนวกกันมันจะก่อเกิดเป็นจุดแห่งความสำเร็จขึ้นมา และเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ให้รักษากลยุทธ์จุดสำเร็จไว้อย่างมั่นคง พร้อมกับการวางแผนพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ พัฒนาบุคลากร พัฒนากลยุทธ์ทักษะการขายและการตลาดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อรักษาจุดสำเร็จให้คงอยู่ตลอดไป

.

จุดยั่งยืน (Point of Sustainable)

.

คือการรักษาจุดสำเร็จให้คงอยู่ตลอดไป ด้วย3 วิธีการคือ

.

• หากลุ่มลูกค้าใหม่ เพื่อขายสินค้าเดิม

.

• สร้างจุดขายใหม่ ให้กับกลุ่มลูกค้าเดิม

.

• สร้างสินค้าใหม่ ให้กับกลุ่มลูกค้าเดิมและใหม่

.

ซึ่งนอกจากนั้น สิ่งสำคัญเกิดจากรากฐานแห่งการสร้างแบรนด์เป็นหลัก จึงต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี สินค้าต้องดีจริง ช่วยผู้คนได้จริง ทำธุรกิจอย่างมีความจริงใจ สร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าและพร้อมเผื่อแผ่สู่สังคม ฉะนั้นธุรกิจที่ยั่งยืนได้ ต้องทำให้ลูกค้าเกิดความภักดีในตราสินค้า (Brand Loyalty) และเกิดการบอกต่อให้ได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด(Word of Mouth) นี่ละจึงจะเกิดเป็นจุดที่ยั่งยืน ฉะนั้นคุณต้องหาจุดความยั่งยืนให้เจอ ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าภักดีและบอกต่อ สำคัญคือต้องคิดให้ออกก่อนการเริ่มธุรกิจ คือตั้งแต่ขั้นตอน การหาปุพเพกตปุญญตา (Point) เพราะถ้าทำได้ โอกาสที่ธุรกิจคุณจะล้มเหลวจะน้อยลงมากทันที

.

และถ้าคุณสามารถหาPoint ทั้งหมดจนเจอแล้ว นั่นหมายถึง คุณเตรียมพร้อมรับกับความสำเร็จที่ตระเตรียมไว้ได้เลย เพราะคุณได้ปฏิบัติปุพเพกตปุญญตา

ซึ่งหมายถึง คุณพร้อมแล้วในบารมีที่ได้บำเพ็ญเพียรมาแต่กาลก่อน นั่นคือพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้ได้รับความสำเร็จจากบุญบารมีที่ได้สะสมตระเตรียมมา

.

.

ทั้งหมดนี้เรียกว่า กลยุทธ์จักรธรรม 4 ประการ (STPP) ที่ก่อนสร้างธุรกิจทุกคนต้องเรียนรู้เรื่องนี้อย่างจริงจังเท่านั้น เพราะถ้าคุณข้ามจุดนี้ แล้วไปหาสินค้าที่คุณต้องการโดยไม่ได้คำนึงถึงกลยุทธ์นี้เลย นั่นหมายถึงความหายนะกำลังเตรียมรออยู่อย่างแน่นอน

.

ฉะนั้นทุกธุรกิจต้องเริ่มที่ จักรธรรม 4 ประการ (STPP) ก่อนเท่านั้นจึงพร้อมลุยได้ แล้วความสำเร็จจะรอคุณอยู่อย่างแน่นอน

.

และนี่คือเนื้อหาแค่ 8% ของเนื้อหาการสร้างธุรกิจด้วยศาสตร์แห่งพระราชาTHE KING’S PHILOSOPHY (For Business Model Mix) หากอยากเรียนรู้เนื้อหาในโมเดลทั้งหมดที่เหลือ รอติดตามจากเพจนี้ที่เดียวเท่านั้น ได้ในเร็วๆนี้

.

เพื่อไม่ให้พลาดตอนต่อๆไปของศาสตร์พระราชา

.

#อย่าลืม!! กดติดตามและกดเห็นโพสต์ก่อน(See First) ไว้ด้วยนะครับ

.

คุณได้อะไรจากศาสตร์พระราชาในแบบฉบับของผมบ้าง

.

แล้วอย่าลืมติดตามตอนต่อไปครับ

.

อนุญาติให้แชร์บทความนี้ได้เต็มที่ !!

แต่หากก็อปปี้ต้องขออนุญาติเท่านั้นครับ จะพิจารณาให้

.

.

.

เนื้อหาโดย AcTioN Biz Buddy

.

.

ติดตามอัพเดทบทความได้ที่ Line ID : @bizbuddy